บทสรุปงานวิจัย

คนเชื่อข้อความของรัฐเรื่องโควิดตราบเท่าที่เห็นว่ารัฐคุมโรคได้ — พอมาตรการล้มเหลว ความเชื่อก็หายไปด้วย แม้ข้อความจะจริง

ภาพประกอบกระดาษ แถบกระดาษสองเส้นทอดขนานกันข้ามภาพ ทั้งคู่ไต่ขึ้นถึงยอดแล้วลาดลง เส้นหนึ่งนำหน้าอีกเส้นเล็กน้อย

สรุปจากบทความ

Credibility of the Official COVID Communication in Thailand: When People Stop Believing the Government

รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา, รศ.ดร. Pavel Slutskiy · American Behavioral Scientist · 2022

งานนี้ถามอะไร

ระหว่างการระบาดของโควิด-19 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยตั้งคำถามกับข้อความทางการอยู่ตลอด งานนี้ถามว่าความเชื่อถือในข้อความของรัฐเคลื่อนไปตามอะไร สัมพันธ์กับความพอใจในผลงานควบคุมโรคหรือไม่ และเมื่อคนไม่เชื่อรัฐ เขาไปเทียบกับแหล่งไหนแล้วถือว่าใครคือผู้ตัดสินความจริง

ทำอย่างไร

วิเคราะห์วาทกรรมบนโซเชียลมีเดีย — โพสต์และคอมเมนต์บนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงต้นปี 2565 ค้นตามเดือนและแฮชแท็กที่ใช้กันในแต่ละช่วง — ควบคู่กับสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 50 คน (ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง คนทำงานข้อมูลสุขภาพ สื่อมวลชน และประชาสัมพันธ์ คัดแบบบอกต่อ) ระหว่างธันวาคม 2564 ถึงกุมภาพันธ์ 2565 · ผู้เขียนสองคนแปลข้อความไทยเป็นอังกฤษเองและมีผู้ช่วยวิจัยตรวจความสอดคล้องของการลงรหัส · ข้อมูลคะแนนนิยมรัฐบาลใช้จากโพลและสื่อเพราะไม่มีชุดข้อมูลระยะยาว · เป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ แบ่งตามสี่ช่วงของการระบาด

พบอะไร

  • ช่วงแรก (มกราคม–มีนาคม 2563) ข้อความทางการสับสน เมื่อผู้มีอำนาจบอกว่าเป็น “แค่ไข้หวัด” ขณะที่ต่างประเทศประกาศภาวะฉุกเฉิน ผู้ใช้โซเชียลก็หันไปอ้างแนวทางขององค์การอนามัยโลกแทน จนกระทั่งหน่วยงานควบคุมโรคปรับข้อความให้ตรงกับ WHO และตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เป็นเสียงเดียว
  • ช่วงล็อกดาวน์สำเร็จ (ถึงกลางปี 2563) ความเชื่อถือสูงสุดและแทบไม่มีใครตั้งคำถาม ไทยถูกยกเป็นตัวอย่างระดับโลก การแถลงรายวันโดยแพทย์ได้รับความไว้วางใจ และคนไทยเลือกเชื่อรัฐเหนือ WHO ในเรื่องหน้ากาก — สวมหน้ากากถึงราว 90% ปลายมกราคม และเกือบ 95% กลางมีนาคม ทั้งที่ WHO ขณะนั้นยังไม่แนะนำ
  • ช่วงวัคซีน (เมษายน–มิถุนายน 2564) ความเชื่อถือพังลงพร้อมกับผลงาน ระลอกที่สามมีผู้ติดเชื้อใหม่ 36,650 รายในเดือนเมษายนเดือนเดียว มากกว่ายอดสะสมทั้งหมดก่อนหน้า ขณะที่ฉีดครบยังไม่ถึง 1% ของประชากรถึงเดือนพฤษภาคม · คำร้องออนไลน์ให้ปลดผู้รับผิดชอบด้านสาธารณสุขได้ 200,000 ชื่อในไม่กี่วัน · คะแนนนิยมผู้นำรัฐบาลตกจาก 93.3% เหลือ 19% · ประชาชนหยิบข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนของ WHO และ CDC มาโต้ทางเลือกวัคซีนของรัฐ
  • ทิศทางกลับหัวกับตะวันตก ที่ผู้ไม่เชื่อรัฐใช้โซเชียลต่อต้านวัคซีน ในไทยผู้ไม่เชื่อรัฐกลับเรียกร้องวัคซีนรุ่นใหม่และตำหนิรัฐที่ไม่จัดหา สิ้นปี 2564 คนที่ฉีดแล้วหรือยินดีฉีดสูงถึง 90.2%
  • ช่วงตอบโต้ (กรกฎาคม 2564) รัฐขยายข้อกำหนดฉุกเฉินให้ครอบคลุมข้อมูลที่ “ทำให้หวาดกลัว” แม้เป็นความจริง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการปิดปากแทนการแก้ปัญหา · พอการฉีดวัคซีนเข้าที่ปลายปี 2564 ผู้คนก็เหนื่อยกับเรื่องโควิดและวาทกรรมค่อยๆ เงียบไป
  • ข้อสรุปของผู้เขียน: ความน่าเชื่อถือเป็นผลของ “การยอมรับผลงาน” ไม่ใช่ของความจริงหรือความโปร่งใส ตราบที่นโยบายดูได้ผล ข้อความของรัฐไม่ถูกท้าทายและไม่มีใครเห็นว่าแหล่งต่างประเทศเหนือกว่า แต่เมื่อผลงานตก คนจะไปหา “ผู้ตัดสินความจริง” ที่องค์กรสากล

แล้วยังไงต่อ

สำหรับการสื่อสารในภาวะวิกฤตสุขภาพ: สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอธิบายไม่พอ ถ้าผลงานที่คนเห็นสวนทาง งานสื่อสารกับงานปฏิบัติจึงแยกจากกันไม่ได้ · เมื่อความเชื่อถือร่วง คนไม่ได้เลิกหาข้อมูล แต่ย้ายไปแหล่งที่เขาเชื่อกว่า การสื่อสารของรัฐที่อิงและอ้างองค์กรสากลอย่างเปิดเผยจึงยืมความน่าเชื่อถือนั้นมาได้ แทนที่จะแข่งกับมัน · และการควบคุมข้อมูลในช่วงที่ความเชื่อถือต่ำอยู่แล้วให้ผลตรงข้าม เพราะถูกอ่านว่าเป็นการยอมรับว่ามีสิ่งที่ต้องปิด

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำไปอ้าง

เป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพและการตีความ ไม่ได้รายงานจำนวนโพสต์หรือสัดส่วนความเห็น และ “ความสัมพันธ์” ระหว่างคะแนนนิยมกับความเชื่อถือเป็นการอ่านจากลำดับเหตุการณ์ ไม่ใช่การวัดทางสถิติ · คะแนนนิยมรัฐบาลมาจากโพลและรายงานข่าว ไม่ใช่ข้อมูลที่เก็บเอง · โพสต์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างที่ผู้เขียนเลือก และผู้ให้สัมภาษณ์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลกับสื่อ ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป · ผู้เขียนเองระบุว่ายังไม่ชัดว่าการตั้งคำถามกับรัฐช่วยให้การสื่อสารความเสี่ยงดีขึ้นจริงหรือไม่ · บทสรุปนี้ตั้งใจไม่ระบุชื่อบุคคล ยี่ห้อวัคซีน และบริษัทที่บทความยกมาเป็นเป้าของข้อวิจารณ์ เพราะบทเรียนอยู่ที่กลไก ไม่ใช่ตัวบุคคล · บทความสงวนลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์ เว็บนี้จึงไม่มีสำเนาให้ดาวน์โหลด

อ้างอิงงานชิ้นนี้

เลือกรูปแบบแล้วกดคัดลอกไปวางได้เลย

Slutskiy, P., & Boonchutima, S. (2022). Credibility of the official COVID communication in Thailand: When people stop believing the government. American Behavioral Scientist. https://doi.org/10.1177/00027642221118297

สร้างอัตโนมัติจากข้อมูลทะเบียน DOI · โปรดตรวจความถูกต้องกับคู่มือของสถาบันก่อนส่งงาน

ลิขสิทธิ์ของบทความต้นฉบับเป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง

ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI

อยากทำวิจัยร่วมกับเรา

เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม