สรุปบทความเชิงแนวคิด
เมื่อข่าวแจกที่เป็นเท็จผ่านมือกองบรรณาธิการไปถึงผู้อ่าน ใครต้องรับผิด

สรุปจากบทความ
Allocating Responsibility for the Damage from Deceptive PR-Materials Disseminated by the Media: A Thought Experiment
รศ.ดร. Pavel Slutskiy · Tripodos · 2018
บทความเชิงแนวคิด
งานชิ้นนี้เป็น ข้อเสนอเชิงทฤษฎี ไม่ได้เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ สิ่งที่อ่านต่อไปนี้จึงเป็นการให้เหตุผลของผู้เขียน ไม่ใช่ผลการวัด — น้ำหนักของมันอยู่ที่ความสมเหตุสมผลของข้อโต้แย้ง ไม่ใช่ที่ขนาดตัวอย่างหรือค่าสถิติ · ข้อเสนอเป็นของผู้เขียน ไม่ใช่จุดยืนของศูนย์ฯ
งานนี้ถามอะไร
นักข่าวใช้ข่าวแจก จดหมายข่าว และการแถลงข่าวเป็นวัตถุดิบของงานข่าวตามปกติ · ถ้าข้อมูลนั้นไม่จริง หรือจงใจให้เป็นเท็จ แล้วผู้อ่านเสียหายจากการเชื่อ ใครควรรับผิด — คนทำประชาสัมพันธ์ที่ปล่อยข้อมูลเท็จ นักข่าวที่พึ่งแหล่งข่าวนั้นมากเกินไป หรือผู้อ่านเอง
ให้เหตุผลอย่างไร
ปรัชญากฎหมาย ด้วยวิธี การทดลองทางความคิด — ตั้งกรณีสมมติขึ้นชุดหนึ่งแล้วไล่เปรียบเทียบทีละขั้น เริ่มจากบริษัทที่กล่าวอ้างสรรพคุณเท็จกับผู้ซื้อโดยตรง → เปลี่ยนเป็นซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์ → เปลี่ยนเป็นส่งข่าวแจกให้กองบรรณาธิการนำไปเขียนเป็นข่าว แล้วดูว่าความรับผิดขยับไปอย่างไรในแต่ละขั้น · วิเคราะห์ด้วยกรอบเรื่องเจตนา วิธีการและเป้าหมาย และเรื่องเจตจำนงของผู้ที่เข้ามาคั่นกลาง · ไม่มีการเก็บข้อมูลจริง
เสนออะไร
- สองขั้นแรกตอบไม่ยาก — ทั้งการหลอกลวงผู้ซื้อโดยตรงและการซื้อพื้นที่โฆษณา ผู้รับผิดคือบริษัท เพราะบริษัทควบคุมข้อความเองและเป็นฝ่ายได้เงินไป การที่ข้อความเดินผ่านสื่อไม่ได้เปลี่ยนอะไร
- ขั้นที่สามต่างออกไป เพราะมีคนที่มีเจตจำนงของตัวเองเข้ามาคั่น — กองบรรณาธิการไม่ได้ถูกจ้าง และเลือกเองว่าจะเขียนหรือไม่เขียน การมีผู้เลือกคั่นอยู่จึง “ตัด” สายของเหตุและผลที่วิ่งจากบริษัทไปถึงผู้เสียหาย
- แต่บริษัทก็ยังใช้สื่อเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายที่ต้องห้ามอยู่ดี — งานเทียบกับกรณีบุรุษไปรษณีย์ที่ส่งซองซึ่งข้างในเป็นข้อความหลอกลวง โดยไม่รู้ว่าข้างในเขียนว่าอะไร · บุรุษไปรษณีย์เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ได้มีเจตนา จึงไม่ต้องรับผิด
- และนี่คือหัวใจของข้อเสนอ — กองบรรณาธิการไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ เพราะการรู้เนื้อหาและการคัดเลือกว่าจะเผยแพร่อะไรคือเนื้องานของเขาโดยตรง เขาจึงถูกกันออกจากความรับผิดทั้งหมดไม่ได้ แม้จะไม่ใช่ผู้ได้เงินไปก็ตาม
- ข้อสรุปคือไม่มีคำตอบสำเร็จรูป — ผู้เขียนระบุเองว่าตอบ “จากบนเก้าอี้” ไม่ได้ ต้องดูเป็นรายกรณี และข้อความหลอกลวงโดยตัวมันเองยังไม่ใช่ความผิด ต้องมีผู้เสียหายที่ระบุตัวได้ซึ่งเรียกร้องความเป็นธรรม แล้วให้ผู้ตัดสินชั่งจากทั้งหลักการและจากแนวปฏิบัติที่วงการนั้นถือกันอยู่ในเวลาและสถานที่นั้น
ทำไมข้อเสนอนี้จึงสำคัญ
สำหรับกองบรรณาธิการและคนทำงานประชาสัมพันธ์ ข้อที่ใช้ได้ทันทีคือการเลือกว่าจะเผยแพร่อะไรเป็นการกระทำที่มีน้ำหนักในตัวเอง ไม่ใช่การส่งต่อเฉยๆ — ข้อแยกระหว่างบุรุษไปรษณีย์กับบรรณาธิการเป็นเหตุผลที่กระชับที่สุดข้อหนึ่งว่าทำไมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงไม่ใช่งานเสริมที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ · สำหรับการสอนจริยธรรมสื่อ โครงของงานใช้เป็นแบบฝึกหัดได้ตรงๆ เพราะมันไล่กรณีทีละขั้นให้เห็นว่าความรับผิดขยับตรงไหนและเพราะอะไร
ข้อควรรู้ก่อนนำไปอ้าง
เป็นการทดลองทางความคิด ไม่ใช่การศึกษาคดีจริง ไม่มีข้อมูลและไม่มีคำพิพากษาจริงมาประกอบ · กรอบที่ใช้เป็นปรัชญากฎหมายสายเสรีนิยม ซึ่งวางความรับผิดบนความยินยอมและสิทธิในทรัพย์สินเป็นหลัก สำนักคิดอื่นให้คำตอบต่างออกไปได้ · ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมาย และไม่ได้อิงกฎหมายไทย ผู้ที่ต้องการคำตอบสำหรับกรณีจริงต้องดูตัวบทและแนวคำพิพากษาของเขตอำนาจนั้นเอง · ชื่อบริษัทและหนังสือพิมพ์ในกรณีสมมติเป็นชื่อที่ผู้เขียนตั้งขึ้น ไม่ได้อ้างถึงองค์กรใดที่มีอยู่จริง
อ้างอิงงานชิ้นนี้
เลือกรูปแบบแล้วกดคัดลอกไปวางได้เลย
Slutskiy, P., & Ordeix, E. (2018). Allocating responsibility for the damage from deceptive PR-materials disseminated by the media: A thought experiment. Tripodos, 21-38. https://doi.org/10.51698/tripodos.2018.42.21-38
สร้างอัตโนมัติจากข้อมูลทะเบียน DOI · โปรดตรวจความถูกต้องกับคู่มือของสถาบันก่อนส่งงาน
ลิขสิทธิ์ของบทความต้นฉบับเป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง
ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI
อยากทำวิจัยร่วมกับเรา
เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม
