บทสรุปงานวิจัย

สื่อเรื่องไข้เลือดออกไปถึงคนมากขึ้นทุกปี แต่ความรู้และการกำจัดลูกน้ำทุกสัปดาห์ไม่ได้ตามไปด้วย

วิดีโอสรุปความยาว 1:44 นาทีพากย์ไทยเปิดบน YouTube (เปิดในแท็บใหม่)

สรุปจากบทความ

Longitudinal study of Thai people media exposure, knowledge, and behavior on dengue fever prevention and control

รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา · Journal of Infection and Public Health · 2017

งานนี้ถามอะไร

ไทยรณรงค์เรื่องไข้เลือดออกผ่านสื่อมวลชนมาหลายสิบปี งานนี้ถามว่าในช่วงสามปี (2556–2558) ที่มีการระบาดใหญ่ปี 2556 คั่นอยู่ คนไทยเห็นข้อมูลไข้เลือดออกในสื่อบ่อยแค่ไหน เข้าใจเรื่องยุงลายถูกต้องเพียงใด และลงมือกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ทุกสัปดาห์ตามคำแนะนำหรือไม่ — และสามอย่างนี้เคลื่อนไปด้วยกันไหม

ทำอย่างไร

แบบสอบถามสามรอบ ปี 2556, 2557 และ 2558 ใน 25 จังหวัด (24 จังหวัดเลือกจากอัตราป่วยสูงและต่ำ บวกกรุงเทพฯ) ผู้ตอบรวม 7,772 คน (2,323 / 2,842 / 2,607 คน) อายุ 15 ปีขึ้นไปและอ่านออกเขียนได้ คัดแบบบังเอิญ — แต่ละรอบเป็นคนละกลุ่มคน ไม่ได้ติดตามคนเดิม · วัดการเปิดรับสื่อเป็นความถี่ที่เห็นข้อมูลไข้เลือดออก 5 ระดับตั้งแต่ทุกวันจนถึงไม่เคย · วัดความรู้ด้วยข้อถูก-ผิด 3 ข้อ · วัดพฤติกรรมจากความถี่ในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ · เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยข้ามปีด้วย repeated-measures ANOVA และ t-test

พบอะไร

  • การเปิดรับสื่อเพิ่มขึ้นทุกปี คะแนนความถี่เฉลี่ย 2.84 (2556) → 3.31 (2557) → 3.37 (2558) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.001) — ปี 2556 กลุ่มใหญ่สุดเห็นข้อมูลแค่เดือนละครั้ง (32.4%) ปี 2557 กลุ่มใหญ่สุดเห็นมากกว่าสามครั้งต่อสัปดาห์ (35.2%)
  • แต่ความรู้ไม่ได้ไต่ตาม สัดส่วนตอบถูกเฉลี่ย 73.6% → 81.5% → 73.3% ขึ้นปีเดียวแล้วตกกลับ ผู้เขียนอ่านว่าปี 2557 คือความตื่นตัวหลังการระบาดใหญ่ปี 2556 ซึ่งแผ่วลงเมื่อเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว
  • ความเข้าใจผิดที่ฝังแน่นที่สุดคือเรื่องน้ำ มีเพียงราวหนึ่งในสาม (33.5% ในปี 2556 · 30.0% ในปี 2558) ที่รู้ว่ายุงลาย*ไม่ได้*วางไข่ในน้ำสกปรกส่งกลิ่น ผู้เขียนคาดว่าคนสับสนระหว่างการควบคุมมาลาเรียกับไข้เลือดออก ขณะที่ข้ออื่นตอบถูกเกิน 90%
  • การลงมือทำถอยหลัง สัดส่วนคนที่กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ทุกสัปดาห์ตามคำแนะนำลดจาก 61.2% (2557) เหลือ 48.3% (2558) ส่วนกลุ่มที่ทำน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้งเพิ่มจาก 28.0% เป็น 35.2%
  • ผู้เขียนสรุปตรงไปตรงมาว่า แคมเปญสื่อที่มุ่งเพิ่มความตระหนักอย่างเดียวโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของชุมชน ไม่ได้ผลในการควบคุมไข้เลือดออก — ความกังวลเรื่องไข้เลือดออกในไทยมาเป็นช่วง ขึ้นเมื่อภัยใกล้ตัวและซาลงหลังจากนั้น

แล้วยังไงต่อ

บทเรียนสำหรับคนทำงานสื่อสารสุขภาพคือ การเข้าถึงไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ สื่อไปถึงคนมากขึ้นทุกปีแต่พฤติกรรมกลับถอย · ความเข้าใจผิดเรื่อง “น้ำสกปรก” อยู่รอดมาสองปีทั้งที่การเปิดรับสื่อเพิ่มขึ้น แปลว่าข้อความที่ส่งออกไปอาจไม่ได้ปะทะกับความเข้าใจผิดข้อนี้ตรงๆ — แคมเปญควรตรวจก่อนว่าคนเข้าใจผิดตรงไหนแล้วยิงตรงจุดนั้น · ผู้เขียนเสนอให้รณรงค์ต่อเนื่องตลอดปีแทนการโหมเฉพาะช่วงระบาด ย้ายไปสื่อสังคมออนไลน์ที่คนใช้จริง และผูกงานสื่อเข้ากับโครงการชุมชนที่ทำให้คนลงมือทำ

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำไปอ้าง

ผู้ตอบแต่ละปีเป็นคนละกลุ่ม ไม่ใช่การติดตามคนเดิม การเปลี่ยนแปลงข้ามปีจึงอาจมาจากองค์ประกอบของกลุ่มตัวอย่างที่ต่างกันด้วย ซึ่งผู้เขียนระบุไว้เอง · คัดผู้ตอบแบบบังเอิญและตัดผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งเป็นกลุ่มที่สื่อเข้าถึงยากที่สุด · ข้อความรู้สามข้อไม่เหมือนกันทุกปี สัดส่วนตอบถูกเฉลี่ยจึงเทียบข้ามปีได้อย่างหยาบเท่านั้น · ตัวเลขพฤติกรรมมีเฉพาะปี 2557–2558 · ข้อสรุปว่าแคมเปญ “ไม่ได้ผล” อ่านจากแนวโน้ม ไม่ใช่จากการทดลองเทียบกลุ่ม · สถิติสรุปในบทความระบุว่าปี 2558 มีพฤติกรรมตามคำแนะนำสูงสุด ขณะที่ตารางความถี่แสดงว่าการทำทุกสัปดาห์ลดลง บทสรุปนี้ยกตัวเลขจากตารางความถี่ซึ่งอ่านความหมายได้ตรง · ข้อมูลอายุกว่าสิบปี ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปมากตั้งแต่นั้น

อ้างอิงงานชิ้นนี้

เลือกรูปแบบแล้วกดคัดลอกไปวางได้เลย

Boonchutima, S., Kachentawa, K., Limpavithayakul, M., & Prachansri, A. (2017). Longitudinal study of Thai people media exposure, knowledge, and behavior on dengue fever prevention and control. Journal of Infection and Public Health, 10(6), 836-841. https://doi.org/10.1016/j.jiph.2017.01.016

สร้างอัตโนมัติจากข้อมูลทะเบียน DOI · โปรดตรวจความถูกต้องกับคู่มือของสถาบันก่อนส่งงาน

บทความต้นฉบับเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY-NC-ND 4.0 ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง

ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI

อยากทำวิจัยร่วมกับเรา

เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม