บทสรุปงานวิจัย

อุปสรรคใหญ่ที่สุดคือไม่คุ้นเครื่องมือใหม่ เจ้าหน้าที่จึงเลือกเครื่องมือที่ใช้อยู่ทุกวันกับการเจอหน้ากัน

ภาพประกอบกระดาษ ประตูบานใหม่ที่ปิดอยู่ ข้างๆ มีบานเก่าที่เปิดค้างและมีร่องรอยการใช้งาน

สรุปจากบทความ

Survey Results of Knowledge Sharing Preferences and Practices in Public Health Communication Professionals in Thailand's Department of Disease Control: a Descriptive Study

รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา · Journal of Health Research · 2015

งานนี้ถามอะไร

ราชการไทยกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องจัดการความรู้ภายในองค์กร งานนี้ถามว่าเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำจริงติดขัดตรงไหน และถ้าให้เลือกเอง เขาอยากแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วยวิธีไหนและบนช่องทางใด

ทำอย่างไร

สำรวจด้วยแบบสอบถามส่งทางไปรษณีย์ถึงเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคที่รับผิดชอบงานสื่อสารสุขภาพทั่วประเทศ 111 คน (ชาย 41 หญิง 70) ตอบกลับครบ 100% เพราะผู้บริหารระดับสูงกำหนดให้ต้องตอบ · ใช้หัวข้อการสื่อสารป้องกันโรคเบาหวานเป็นกรณีตั้งต้น · แบบสอบถาม 18 ข้อผ่านการตรวจความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน · ตอบได้มากกว่าหนึ่งข้อต่อคำถาม

พบอะไร

  • อุปสรรคอันดับหนึ่งคือไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ 54.1% (60 คน) รองลงมาคือมักแบ่งปันเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง 43.2% (48 คน) และความไม่สะดวกในการประสานงาน 40.5% (45 คน)
  • ไม่อยากเปิดเผยข้อมูล 36.9% (41 คน) และไม่มีแรงจูงใจ 32.4% (36 คน) ขณะที่ 25.2% (28 คน) ระบุว่าปัญหาคือการถูกบังคับให้เข้าร่วม
  • ช่องทางที่เลือกมากที่สุดคือเฟซบุ๊ก 53.2% (59 คน) ทิ้งห่างเว็บบอร์ดและอีเมลที่ได้เท่ากันที่ 19.8% แชท 18.9% ประชุมทางไกล 18.9% ส่วนทวิตเตอร์ได้เพียง 6.3%
  • กิจกรรมที่อยากได้กลับเป็นแบบพบหน้า — ประชุมและศึกษาดูงาน 30.6% (34 คน) บรรยายและอบรมเชิงปฏิบัติการ 29.7% (33 คน) และมีพี่เลี้ยงคอยแนะ 27.0% (30 คน)
  • องค์ประกอบกลุ่มที่ต้องการชัดเจนที่สุดคือกลุ่มคละประสบการณ์และมีพี่เลี้ยง 55.9% (62 คน) เทียบกับกลุ่มที่มีแต่คนช่ำชองซึ่งได้เพียง 16.2% และกลุ่มมือใหม่ล้วน 6.3%

แล้วยังไงต่อ

คำตอบของคนหน้างานสวนทางกับสมมติฐานที่มักตั้งกันว่าการจัดการความรู้ต้องเริ่มที่แพลตฟอร์มใหม่ · เมื่ออุปสรรคอันดับหนึ่งคือความไม่คุ้นเคย การเพิ่มเครื่องมือใหม่ยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่เลือกคือช่องทางที่ใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน บวกกับคนที่คอยแนะ — เทคโนโลยีเป็นเรื่องรอง ความสัมพันธ์เป็นเรื่องหลัก

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำไปอ้าง

อัตราตอบกลับ 100% มาจากการที่ผู้บริหารกำหนดให้ตอบ ไม่ใช่ความสมัครใจ ซึ่งอาจทำให้คำตอบโน้มไปทางที่คิดว่าองค์กรอยากได้ยิน และสอดคล้องกับที่ผู้ตอบ 25.2% ระบุเองว่าการถูกบังคับเข้าร่วมเป็นปัญหา · เป็นการสำรวจความชอบที่แจ้งเอง ไม่ใช่การสังเกตพฤติกรรมจริง · เก็บข้อมูลปี 2557–2558 ตัวเลือกในแบบสอบถามยังมีไฮไฟฟ์ บทบาทของเฟซบุ๊กในที่ทำงานไทยจึงต่างจากปัจจุบันมาก · เก็บจากกรมเดียวและใช้หัวข้อเบาหวานเป็นกรณีตั้งต้น

อ้างอิงงานชิ้นนี้

เลือกรูปแบบแล้วกดคัดลอกไปวางได้เลย

Achara Bunchum, Ornjaree Na Taguatung, Sukonthasab, S., & Smith Boonchutima. (2015). Survey results of knowledge sharing preferences and practices in public health communication professionals in Thailand's Department of Disease Control: A descriptive study. Journal of Health Research, 29(5), 395-401. https://doi.org/10.14456/jhr.2015.30

สร้างอัตโนมัติจากข้อมูลทะเบียน DOI · โปรดตรวจความถูกต้องกับคู่มือของสถาบันก่อนส่งงาน

ลิขสิทธิ์ของบทความต้นฉบับเป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง

ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI

อยากทำวิจัยร่วมกับเรา

เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม