บทสรุปงานวิจัย
คนวัยเกษียณเห็นแคมเปญลดเค็มบนเฟซบุ๊กมากที่สุด ส่วนความเชื่อเรื่องสุขภาพต่างกันตามระดับการศึกษา

สรุปจากบทความ
Health Belief Model of the Retirees and Reducing Sodium Intake Campaign
ผศ.ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ · Journal of Public Relations and Advertising · 2022
งานนี้ถามอะไร
การรณรงค์ลดบริโภคเค็มจะได้ผลกับคนวัยเกษียณต้องออกแบบสารอย่างไร งานนี้ตรวจความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อ ทัศนคติต่อสารโน้มน้าวใจ และแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) พร้อมดูว่าลักษณะทางประชากรแบบใดที่ทำให้ต่างกัน
ทำอย่างไร
วิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามออนไลน์บน Google Form โดยฝากลิงก์ไว้ตามช่องทางสื่อสังคมออนไลน์และอาศัยการบอกต่อ กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลวัยเกษียณอายุ 51–70 ปีที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน แบ่งสัดส่วนตามช่วงอายุจากประชากรจริง 1,255,572 คน ณ เดือนธันวาคม 2562 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
พบอะไร
- การเปิดรับสื่อรณรงค์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยเปิดรับจากเฟซบุ๊กมากที่สุด รองลงมาคือเว็บไซต์และยูทูบ ส่วนที่เปิดรับน้อยที่สุดคือวิทยุ รองลงมาคือสื่อกิจกรรมและโปสเตอร์
- ทัศนคติต่อสารโน้มน้าวใจอยู่ในระดับสูงมากทุกข้อ ข้อที่ได้คะแนนสูงคืออยากให้ข้อความบอกความรุนแรงของโรค และอยากให้ข้อความนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งตรงกับหลักสารที่มีทั้งการคุกคามสูงและประสิทธิภาพสูง
- ในลักษณะทางประชากรแปดด้านที่ทดสอบ มีเพียงสองด้านที่ทำให้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ คือระดับการศึกษาและแหล่งรายได้หลัก ส่วนเพศ อายุ สถานภาพสมรส สถานะการทำงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และลักษณะการอยู่อาศัย ไม่ทำให้ต่างกัน
- สารโน้มน้าวใจสัมพันธ์เชิงบวกกับแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในระดับปานกลางสี่ด้าน คือการรับรู้โอกาสเสี่ยง ความรุนแรงของโรค ประโยชน์ของการป้องกัน และความสามารถของตนเอง แต่ด้านการรับรู้อุปสรรคสัมพันธ์กันในระดับต่ำ
- การเปิดรับสื่อสัมพันธ์กับทั้งทัศนคติและแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่ค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำถึงต่ำมากทุกด้าน — เห็นสื่อบ่อยขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าความเชื่อด้านสุขภาพจะขยับตามมากนัก
- ประเด็นที่ผู้ตอบรับรู้สูงสุดคือ การกินเค็มเป็นประจำมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคไต และถ้าเป็นโรคไตจะกระทบชีวิตอย่างรุนแรง
แล้วยังไงต่อ
ข้อเสนอของผู้วิจัยตามผลคือให้หน่วยงานเน้นส่งสารโน้มน้าวใจไปยังกลุ่มที่มีการศึกษาระดับมัธยมหรือต่ำกว่า เพราะเป็นกลุ่มที่แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่ำกว่า และเมื่อวัยเกษียณในกรุงเทพฯ เปิดรับจากเฟซบุ๊กมากที่สุด แคมเปญที่ยังทุ่มงบไปกับวิทยุและโปสเตอร์อาจไปไม่ถึงคนกลุ่มนี้
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำไปอ้าง
เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์และการบอกต่อ จึงเข้าถึงเฉพาะวัยเกษียณที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ซึ่งอธิบายได้ส่วนหนึ่งว่าทำไมเฟซบุ๊กจึงมาเป็นอันดับหนึ่ง เป็นการศึกษาเฉพาะกรุงเทพมหานคร และวัดความเชื่อกับทัศนคติเท่านั้น ไม่ได้วัดว่าบริโภคโซเดียมลดลงจริงหรือไม่
ลิขสิทธิ์ของบทความต้นฉบับเป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง
ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI
อยากทำวิจัยร่วมกับเรา
เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม
