สรุปบทความเชิงแนวคิด
เสรีภาพในการพูดคือสิทธิที่จะไม่ถูกขัดขวาง ไม่ใช่สิทธิที่จะได้เวทีจากคนอื่น

สรุปจากบทความ
Freedom of Expression, Social Media Censorship, and Property Rights
รศ.ดร. Pavel Slutskiy · Tripodos · 2020
บทความเชิงแนวคิด
งานชิ้นนี้เป็น ข้อเสนอเชิงทฤษฎี ไม่ได้เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ สิ่งที่อ่านต่อไปนี้จึงเป็นการให้เหตุผลของผู้เขียน ไม่ใช่ผลการวัด — น้ำหนักของมันอยู่ที่ความสมเหตุสมผลของข้อโต้แย้ง ไม่ใช่ที่ขนาดตัวอย่างหรือค่าสถิติ · ข้อเสนอเป็นของผู้เขียน ไม่ใช่จุดยืนของศูนย์ฯ
งานนี้ถามอะไร
เป้าหมายที่ 16.10 ของ SDG พูดถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการคุ้มครองเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียถูกวิจารณ์ว่า “เซ็นเซอร์” เนื้อหาของผู้ใช้ · งานนี้ถามว่าการที่เจ้าของแพลตฟอร์มลบเนื้อหาหรือระงับบัญชี เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกจริงหรือไม่
ให้เหตุผลอย่างไร
การให้เหตุผลเชิงปรัชญาการเมืองและปรัชญากฎหมาย ไล่เป็นขั้น — เริ่มจากแยก เสรีภาพ ออกจาก ความสามารถ ตามที่ Rothbard อธิบายไว้และเทียบกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพของ Locke · แล้วแยก สิทธิเชิงลบ (สิทธิที่ขอเพียงให้คนอื่นไม่มาแทรกแซง) ออกจาก สิทธิเชิงบวก (สิทธิที่คนอื่นต้องลงมือทำหรือจ่ายให้จึงจะเป็นจริง) ตามที่ Berlin วางไว้ · แล้วจึงเชื่อมเสรีภาพในการสื่อสารเข้ากับสิทธิในทรัพย์สิน · ไม่มีการเก็บข้อมูลและไม่มีกรณีศึกษาเชิงประจักษ์
เสนออะไร
- เสรีภาพไม่เท่ากับความสามารถ — ตัวอย่างที่งานยกคือคนเราไม่ได้ “ไม่มีเสรีภาพ” ที่จะกระโดดข้ามมหาสมุทร แต่ไม่มี*ความสามารถ*ต่างหาก · การขาดความสามารถไม่ใช่การถูกลิดรอนสิทธิ และการสับสนสองอย่างนี้เป็นต้นทางของข้อถกเถียงที่พันกัน
- สิทธิเชิงลบกับสิทธิเชิงบวกเรียกร้องจากคนอื่นไม่เท่ากัน — สิทธิเชิงลบขอเพียงให้คนอื่นไม่มาแทรกแซง จึงไม่ต้องบังคับใครเลย ส่วนสิทธิเชิงบวกแปลว่าต้องมีใครสักคนถูกบังคับให้ลงมือทำหรือจ่าย เพื่อให้สิทธินั้นเป็นจริงขึ้นมา
- เสรีภาพในการพูดไม่ใช่สิทธิที่ลอยอยู่เดี่ยวๆ แต่เป็นส่วนขยายของสิทธิในทรัพย์สิน — คำถามที่มักถูกข้ามคือ “พูดที่ไหน” เพราะการพูดต้องเกิดบนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นของตนเอง หรือของคนที่ยินยอมให้ใช้
- เมื่อวางบนกรอบนี้ การที่แพลตฟอร์มเอกชนไม่ยอมเผยแพร่เนื้อหาบางอย่าง จึงไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่คือการใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของตน — งานแยกให้ชัดระหว่างเอกชนที่ปฏิเสธจะแบกข้อความของคนอื่นไว้บนพื้นที่ตัวเอง กับรัฐที่ห้ามคนพูดบนพื้นที่ที่เขาเป็นเจ้าของโดยชอบ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
- ข้อสรุปกลับด้านกับข้อวิจารณ์ที่ได้ยินบ่อย — ผู้เขียนเสนอว่าการออกกฎบังคับให้แพลตฟอร์มยกเลิกนโยบายเนื้อหาของตน จะเป็นภัยต่อเสรีภาพในการแสดงออก*มากกว่า* การที่แพลตฟอร์มลบโพสต์ เพราะเป็นการบังคับเจ้าของทรัพย์สินให้ทำสิ่งที่เขาไม่ต้องการ
ทำไมข้อเสนอนี้จึงสำคัญ
ข้อถกเถียงเรื่องแพลตฟอร์มกับเสรีภาพในการแสดงออกกลับมาทุกครั้งที่มีการลบโพสต์ที่เป็นข่าว งานนี้ให้เครื่องมือแยกคำถามที่ใช้ได้โดยไม่ต้องเห็นด้วยกับข้อสรุป — ก่อนถามว่า “นี่คือการเซ็นเซอร์หรือไม่” ให้ถามก่อนสองข้อ คือเวทีที่กำลังพูดถึงเป็นของใคร และผู้เรียกร้องกำลังขอให้ใครงดเว้นการกระทำ หรือขอให้ใครถูกบังคับให้ทำอะไรบางอย่าง · สองคำถามนี้แยกกรณีที่ดูเหมือนกันออกจากกันได้ทันที และใช้ได้กับสื่อทุกชนิด ไม่ใช่เฉพาะโซเชียลมีเดีย
ข้อควรรู้ก่อนนำไปอ้าง
เป็นการให้เหตุผลจากจุดยืนเสรีนิยมคลาสสิกสายสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายสำนักคิด ไม่ใช่ข้อสรุปที่วงวิชาการเห็นตรงกัน · ข้อสมมติตั้งต้นที่ว่าสิทธิทั้งหมดทอนลงเป็นสิทธิในทรัพย์สินได้ เป็นจุดที่นักปรัชญาจำนวนมากไม่ยอมรับ — ถ้าไม่รับข้อสมมตินี้ ข้อสรุปก็ไม่ตามมา · งานไม่ได้เก็บข้อมูลและไม่ได้ทดสอบข้อเสนอกับกรณีจริง · เขียนเมื่อปี 2563 ก่อนกฎหมายกำกับแพลตฟอร์มรุ่นใหม่หลายฉบับจะมีผล จึงไม่ได้ตอบข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นแกนหลักของการถกเถียงในระยะหลัง
อ้างอิงงานชิ้นนี้
เลือกรูปแบบแล้วกดคัดลอกไปวางได้เลย
Slutskiy, P. (2020). Freedom of expression, social media censorship, and property rights. Tripodos, 53-67. https://doi.org/10.51698/tripodos.2020.48p53-68
สร้างอัตโนมัติจากข้อมูลทะเบียน DOI · โปรดตรวจความถูกต้องกับคู่มือของสถาบันก่อนส่งงาน
ลิขสิทธิ์ของบทความต้นฉบับเป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง
ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI
อยากทำวิจัยร่วมกับเรา
เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม
