บทสรุปงานวิจัย

สามช่องทีวีถูกสั่งปรับจากการรายงานข่าวโคราช แต่ไม่มีช่องไหนคิดว่าตัวเองกำลังเผชิญวิกฤต

ภาพประกอบกระดาษ จอสามจอหันออกนอกทั้งหมด โดยมีสามเหลี่ยมอยู่ข้างหลังที่ไม่มีจอไหนหันไปมอง

สรุปจากบทความ

The Crisis Communication of Digital Television Channels with Administrative Penalties after Releasing News Reports of the Gunman Taking Hostages in Nakhon Ratchasima Province

ผศ.ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ · Journal of Public Relations and Advertising · 2021

งานนี้ถามอะไร

หลัง กสทช. สั่งปรับทางปกครองสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลจากการรายงานข่าวคนร้ายจับตัวประกันที่จังหวัดนครราชสีมา สถานีเหล่านั้นสื่อสารกับสังคมอย่างไร และบริหารจัดการภาวะวิกฤตด้วยกลไกอะไร

ทำอย่างไร

วิจัยเชิงคุณภาพสองส่วน — เก็บข้อมูลจากเอกสารในช่องทางออนไลน์ทั้งหมด (เว็บไซต์ เฟซบุ๊กแฟนเพจ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์) ของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทั้งสามช่องที่ถูกสั่งปรับ ระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ถึง 8 เมษายน 2563 รวมสองเดือน ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีอำนาจตัดสินใจของสถานีละหนึ่งท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤตอีก 4 ท่าน (นักวิชาชีพ 2 นักวิชาการ 2) รวมผู้ให้สัมภาษณ์ 7 ท่าน

พบอะไร

  • จากสามสถานี มีเพียงสถานีเดียวที่สื่อสารเรื่องนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยโพสต์บนเฟซบุ๊กแฟนเพจของสถานีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ราวสองวันหลังเหตุการณ์จบ ด้วยกลยุทธ์ขออภัย ส่วนอีกสองสถานียังใช้ช่องทางออนไลน์ประชาสัมพันธ์รายการและเสนอข่าวเสมือนในภาวะปกติ
  • โพสต์นั้นมีผู้กดแสดงความรู้สึก 14,947 คน แสดงความคิดเห็นกว่า 3,200 ครั้ง และแชร์กว่า 1,200 ครั้ง ความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นปฏิกิริยาเชิงลบที่วิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าว และสถานีไม่ได้ตอบกลับความคิดเห็นใดเลย
  • การสัมภาษณ์เผยว่ามีอีกหนึ่งสถานีที่สื่อสารผ่านหน้าจอของตัวเอง โดยผู้ประกาศกล่าวขออภัยที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ แต่ไม่ใช่การขอโทษอย่างเต็มรูปแบบ และไม่ได้นำคลิปไปเผยแพร่ในช่องทางอื่น
  • ทั้งสามสถานีไม่ได้มองว่าการถูกสั่งปรับทางปกครองเป็นภาวะวิกฤตของสถานี และไม่มีแผนงาน คู่มือ คณะกรรมการ หรือการซักซ้อมรับมือไว้ล่วงหน้า งานบริหารภาวะวิกฤตดำเนินการโดยกองบรรณาธิการหรือฝ่ายข่าว ไม่ใช่ฝ่ายสื่อสารองค์กร
  • เมื่อรับรู้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ สถานีปรับลดโทนการรายงานข่าวและหยุดการไลฟ์สดด้วยโทรศัพท์มือถือทันทีตั้งแต่วันเกิดเหตุ
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้สาเหตุใหญ่สามข้อ — ผู้สื่อข่าวไม่มีทักษะรับมือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน · การแข่งขันเรตติ้งของทีวีดิจิทัลผลักให้ไลฟ์สดจากที่เกิดเหตุ · และไทยยังไม่มีคู่มือรายงานข่าวเหตุกราดยิง คู่มือที่มีอยู่ถอดบทเรียนจากกรณีถ้ำหลวงซึ่งเป็นวิกฤตคนละลักษณะ
  • ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่างานนี้ควรอยู่กับฝ่ายสื่อสารองค์กร ไม่ใช่ฝ่ายข่าว เพราะฝ่ายข่าวเป็นคู่กรณีเองจึงอาจมีอคติหรืออยากปกป้องตนเอง และเสนอให้ตั้ง War Room พร้อมกำหนดเกณฑ์ประเมินสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า รวมถึงการขอโทษอย่างเต็มรูปแบบต่อกลุ่มตัวประกัน ญาติ ผู้ชม และสังคม

แล้วยังไงต่อ

ข้อค้นพบที่ใช้ได้กับทุกองค์กร ไม่เฉพาะสถานีโทรทัศน์ คือช่องว่างระหว่าง “ผู้กำกับดูแลมองว่าเป็นวิกฤต” กับ “องค์กรมองว่าเป็นวิกฤต” ถ้าองค์กรไม่นับว่าเป็นวิกฤตก็จะไม่มีใครถูกมอบหมาย ไม่มีแผน และการตอบสนองจะกลายเป็นการอธิบายขั้นตอนการทำงานของตัวเองแทนการขอโทษ ซึ่งงานนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ลงเลย

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำไปอ้าง

ศึกษาเหตุการณ์เดียว สามสถานี และผู้ให้สัมภาษณ์ 7 ท่าน หลักฐานฝั่งออนไลน์ดูได้เฉพาะสิ่งที่ยังเผยแพร่อยู่ในช่วงสองเดือนที่เก็บข้อมูล · บทสรุปนี้ไม่ระบุชื่อสถานี เพราะบทเรียนที่นำไปใช้ได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานีใด ผู้ที่ต้องการรายละเอียดรายสถานีอ่านได้จากบทความต้นฉบับ

ลิขสิทธิ์ของบทความต้นฉบับเป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง

ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI

อยากทำวิจัยร่วมกับเรา

เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม