บทสรุปงานวิจัย

เมื่อนักศึกษาวิชาชีพสุขภาพเจอโจทย์ที่ถูกทั้งสองทาง สิ่งที่เข้ามาตัดสินไม่ใช่หลักจริยธรรมอย่างเดียว

ภาพประกอบกระดาษ ตาชั่งสองแขนที่แต่ละจานมีของวางอยู่คนละอย่าง และคานยังไม่นิ่ง

สรุปจากบทความ

Health professions students’ approaches towards practice-driven ethical dilemmas; a case-based qualitative study

ดร.พยู ฮนิน ไหล่ (Rashida) · BMC Medical Education · 2023

งานนี้ถามอะไร

การเรียนจริยธรรมมักสอนเป็นหลักการสี่ข้อ แต่เวลาตัดสินใจจริงในสถานการณ์ที่หลักการชนกันเอง นักศึกษาใช้อะไรเป็นตัวชี้ขาด งานนี้จึงไปดูตอนที่พวกเขากำลังถกกันจริงๆ แทนที่จะถามย้อนหลังว่าคิดอย่างไร

ทำอย่างไร

วิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัยจากวิดีโอบันทึกการสนทนากลุ่มย่อย 6 กลุ่ม ในเวิร์กช็อปจริยธรรมออนไลน์ความยาวหนึ่งชั่วโมง ผู้เข้าร่วมเป็นนักศึกษาแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชศาสตร์จากสองมหาวิทยาลัยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ · ถอดเทปคำต่อคำ นำเข้าโปรแกรม MAXQDA 2022 เข้ารหัสแบบอุปนัยผ่านสี่ขั้น แล้วให้ผู้เข้ารหัสสองคนตรวจสอบสามเส้า · กรณีศึกษาที่ใช้มี 6 กรณี ตั้งแต่ผู้ป่วยจิตเวชที่ปฏิเสธการรักษา วัยรุ่นที่สงสัยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และขอไม่ให้บอกผู้ปกครอง การจ่ายยาปฏิชีวนะตามคำขอ ผู้ป่วยที่ไม่มีเงินจ่าย การตรวจก่อนสมรส ไปจนถึงจริยธรรมการวิจัยช่วงโควิด-19

พบอะไร

  • มีหกอย่างที่เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ได้แก่ อารมณ์ · ประสบการณ์ส่วนตัว · กฎหมายและระบบยุติธรรม · พื้นฐานวิชาชีพที่เรียนมา · ความรู้เรื่องการวิจัย · และการได้เรียนร่วมกับวิชาชีพอื่น
  • นักศึกษาใช้หลักจริยธรรมสี่ข้อได้จริงในการให้เหตุผล ทั้งการเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย การทำประโยชน์ การไม่ก่ออันตราย และความเป็นธรรม ไม่ได้ตัดสินด้วยความรู้สึกล้วนๆ
  • คำที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในวงสนทนาคือคำว่า “harm” และรูปแบบการให้เหตุผลที่พบบ่อยคือการชั่งว่าทางไหนก่ออันตรายน้อยกว่า หรือจะเลี่ยงอันตรายทั้งหมดได้อย่างไร
  • ในกรณีเดียวกัน นักศึกษาแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน — กรณีวัยรุ่นที่ขอไม่ให้บอกผู้ปกครอง ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าต้องเคารพความประสงค์เพราะกลัวว่าเจ้าตัวจะถูกทำร้ายหรือลงโทษ อีกฝ่ายยืนยันว่าเมื่อยังเป็นผู้เยาว์ก็ต้องแจ้งผู้ปกครอง และมองว่าการเอาความเห็นใจเข้ามาปนจะไปรบกวนการทำงานของกฎหมาย
  • ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่านักศึกษาหญิงกับชายเอนไปคนละทางในกรณีการตรวจก่อนสมรส โดยนักศึกษาหญิงแสดงความเห็นอกเห็นใจฝ่ายหญิงในโจทย์มากกว่า — เป็นข้อสังเกตจากการอ่านบทสนทนา ไม่ใช่การทดสอบทางสถิติ

แล้วยังไงต่อ

สำหรับผู้ออกแบบหลักสูตร งานนี้ชี้ว่าการสอนหลักการสี่ข้อไม่พอ เพราะสิ่งที่เข้ามาแข่งกับหลักการคือความรู้สึก ประสบการณ์ที่เคยเจอ และความเข้าใจเรื่องกฎหมาย — ทั้งสามอย่างนี้มีอยู่แล้วในตัวผู้เรียนไม่ว่าจะสอนหรือไม่ · การถกกรณีจริงเป็นกลุ่มย่อยทำให้สิ่งเหล่านี้ออกมาให้เห็นและตรวจสอบได้ และการมีนักศึกษาหลายวิชาชีพอยู่ในวงเดียวกันเป็นหนึ่งในหกปัจจัยที่พบเอง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้วิจัยตั้งไว้ล่วงหน้า

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำไปอ้าง

ข้อมูลมาจากวิดีโอการสนทนาอย่างเดียว ซึ่งผู้เขียนระบุไว้เองว่าเป็นข้อจำกัด เพราะไม่ได้เก็บด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกหรือการสนทนากลุ่มเพิ่มเติม · เป็นงานเชิงคุณภาพ จึงบอกได้ว่ามีเหตุผลแบบใดบ้าง แต่บอกไม่ได้ว่าแต่ละแบบมีสัดส่วนเท่าไร · บริบทเป็นนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยในประเทศเดียว การนำไปใช้กับระบบการศึกษาอื่นต้องระวัง

อ้างอิงงานชิ้นนี้

เลือกรูปแบบแล้วกดคัดลอกไปวางได้เลย

Hlaing, P. H., Hasswan, A., Salmanpour, V., Shorbagi, S., AlMahmoud, T., Jirjees, F. J., Kawas, S. A., Guraya, S. Y., & Sulaiman, N. (2023). Health professions students’ approaches towards practice-driven ethical dilemmas; a case-based qualitative study. BMC Medical Education, 23(1), Article 307. https://doi.org/10.1186/s12909-023-04089-4

สร้างอัตโนมัติจากข้อมูลทะเบียน DOI · โปรดตรวจความถูกต้องกับคู่มือของสถาบันก่อนส่งงาน

บทความต้นฉบับเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY 4.0 ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและวารสารต้นทาง ศูนย์ฯ ไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ไว้บนเว็บนี้ ลิงก์ทั้งหมดพาไปยังคลังของวารสารโดยตรง ผู้อ่านจึงได้ฉบับปัจจุบันเสมอแม้วารสารจะออกใบแก้ไขภายหลัง

ส่วน “บทสรุป” บนหน้านี้เป็นงานเขียนของศูนย์ฯ เอง ไม่ใช่ข้อความจากบทความต้นฉบับ หากจะอ้างอิงทางวิชาการ ให้อ้างบทความต้นฉบับผ่าน DOI

อยากทำวิจัยร่วมกับเรา

เราเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัย การประเมินผลโครงการ และการตีพิมพ์ร่วม