โดย สมิทธิ์ บุญชุติมา · 28 ตุลาคม 2569
ข้อความสุขภาพที่ไปถึงทุกคน อาจไม่ได้เปลี่ยนใครเลย
งานวิจัยสี่ชิ้น ตั้งแต่เรื่องไข้เลือดออกจนถึงการลดเค็ม ชี้ว่าการที่ข้อความไปถึงคนมากขึ้นไม่ได้แปลว่าคนจะทำตาม สิ่งที่ได้ผลกว่าคือรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายเข้าใจผิดตรงไหน แล้วเล่าในแบบที่เขาอยากรับ

ภาพประกอบสร้างด้วย AI
พี่นก (ตัวละครสมมติ) เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ ทุกปีเมื่อเข้าหน้าฝน เธอติดโปสเตอร์ไข้เลือดออก ส่งข้อความในกลุ่มไลน์หมู่บ้าน และพูดในที่ประชุมหมู่บ้านทุกเดือน ปีนี้มีคนเห็นข้อความมากกว่าทุกปี แต่พอเดินสำรวจตามบ้าน ลูกน้ำในโอ่งก็ยังมีเท่าเดิม
คนทำงานสื่อสารสุขภาพหลายคนคงเคยสงสัยเหมือนกันว่า ข้อความก็ไปถึงคนมากขึ้นแล้ว ทำไมคนยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม งานวิจัยสี่ชิ้นในบทความนี้ช่วยตอบคำถามนี้ได้คนละมุม
คนเห็นข่าวมากขึ้นทุกปี แต่ความรู้และการลงมือทำไม่ได้เพิ่มตาม
งานของ รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา และคณะ (ตีพิมพ์ปี 2560 เก็บข้อมูลปี 2556–2558) สำรวจคนไทย 7,772 คนใน 25 จังหวัดสามปีติดกัน พบว่าคนเห็นข่าวไข้เลือดออกในสื่อบ่อยขึ้นทุกปี แต่ตอบคำถามเรื่องยุงลายถูกมากขึ้นอยู่ปีเดียวแล้วก็กลับลงมา จาก 73.6% เป็น 81.5% แล้วเหลือ 73.3%
ความรู้เรื่องยุงลายดีขึ้นปีเดียว แล้วกลับไปที่เดิม
ร้อยละเฉลี่ยของคำตอบที่ถูกในคำถามความรู้เรื่องไข้เลือดออก · 2556–2558 · ผู้ตอบแต่ละปีเป็นคนละกลุ่ม · แตะหรือชี้ที่จุดเพื่อดูค่า
ที่มา: Boonchutima และคณะ (2017) Journal of Infection and Public Health · สำรวจ 7,772 คน 25 จังหวัด
ที่น่าห่วงกว่าคือการลงมือทำ สัดส่วนคนที่กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงทุกสัปดาห์ตามคำแนะนำลดลงจาก 61.2% ในปี 2557 เหลือ 48.3% ในปี 2558 ส่วนความเข้าใจผิดที่แก้ยากที่สุดคือเรื่องน้ำ มีคนเพียงราวหนึ่งในสามที่รู้ว่ายุงลายไม่วางไข่ในน้ำสกปรก ความเชื่อผิดๆ ข้อนี้อยู่มาได้สองปีทั้งที่คนเห็นข่าวมากขึ้น แปลว่าข้อความที่ส่งออกไปไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ
คนต่างกลุ่ม อยากได้ข้อมูลคนละแบบ
งานของ รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา ผศ.ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ และคณะ (ตีพิมพ์ปี 2563) สำรวจผู้หญิงวัยทำงาน 1,074 คนใน 13 องค์กร พบว่าคนที่ทำงานบริษัทเอกชนอยากได้วิดีโอแอนิเมชันและอินโฟกราฟิกมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน ส่วนคนที่ทำงานหน่วยงานรัฐและโรงงานอยากอ่านเป็นข้อความล้วนมากกว่าคนในบริษัทเอกชน
คนในหน่วยงานรัฐและโรงงานยังอยากอ่านเป็นข้อความ
คะแนนเฉลี่ยความต้องการเนื้อหาสุขภาพแบบข้อความล้วน (เต็ม 5) แยกตามประเภทองค์กร · 2562–2563
ที่มา: Boonchutima, Sthapitanonda, Chongkolrattanaporn และคณะ (2020) วารสารประชาสัมพันธ์และโฆษณา · สำรวจ 1,074 คน
งานของ Wechprasith และ ผศ.ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ (ตีพิมพ์ปี 2565) กับผู้เกษียณ 400 คนในกรุงเทพฯ ก็ชี้ไปทางเดียวกัน ผู้เกษียณเห็นแคมเปญลดเค็มทางเฟซบุ๊กมากที่สุด และเห็นทางวิทยุกับโปสเตอร์น้อยที่สุด จากลักษณะของผู้ตอบแปดด้าน มีเพียงระดับการศึกษาและแหล่งรายได้หลักเท่านั้นที่ทำให้ความเชื่อเรื่องสุขภาพแตกต่างกัน และการเห็นแคมเปญบ่อยขึ้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องสุขภาพเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
รู้ว่าต้องทำอะไร ยังไม่เท่ากับรู้ว่าทำไม
ภาพที่ชัดที่สุดมาจากงานละครเวทีแบบฟอรัมเรื่องยาปฏิชีวนะในชุมชนชานเมืองย่างกุ้ง (ตีพิมพ์ปี 2563) ซึ่ง ดร.พยู ฮนิน ไหล่ ร่วมเขียน ละครเล่นสิบรอบ มีผู้ชม 1,175 คน และมี 36 คนขึ้นเวทีไปเปลี่ยนตอนจบเอง หลังดูละคร คนส่วนใหญ่ตอบได้ว่ายาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีบอกอะไรมากกว่านั้น คนที่ขึ้นไปส่วนใหญ่ทำได้แค่บอกตัวละครให้ไปหาหมอ ยังอธิบายไม่ได้ว่าการซื้อยากินเองไม่ดีอย่างไร และคนที่เล่นเป็นลูกหลานแทบเกลี้ยกล่อมผู้ใหญ่ในบ้านไม่ได้เลย
สี่ข้อสำหรับแคมเปญสุขภาพครั้งหน้า
หาให้เจอก่อนว่าคนเข้าใจผิดเรื่องอะไร
ก่อนผลิตสื่อ ลองถามกลุ่มเป้าหมายสั้นๆ ว่าเขาเข้าใจผิดเรื่องไหน แล้วเขียนข้อความแก้เรื่องนั้นตรงๆ เช่น ยุงลายไม่ได้วางไข่ในน้ำสกปรก แทนการส่งความรู้ทั่วไปชุดเดิมซ้ำทุกปี
ทำเนื้อหาให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
เรื่องเดียวกันควรมีหลายแบบ ภาพเคลื่อนไหวสำหรับคนที่ชอบดู ข้อความสั้นอ่านง่ายสำหรับคนที่ยังชอบอ่าน และวางไว้ในช่องทางที่กลุ่มนั้นใช้อยู่จริง
ให้คนได้ลองพูดเอง
กิจกรรมที่ให้คนลองไปโน้มน้าวคนอื่น เช่น ละครหรือบทบาทสมมติ จะทำให้เห็นว่าเขายังขาดเหตุผลข้อไหน ซึ่งแบบสอบถามมักจับไม่ได้
วัดว่าคนลงมือทำ ไม่ใช่แค่วัดว่าคนเห็น
ตั้งตัวชี้วัดที่พฤติกรรม เช่น สัดส่วนบ้านที่กำจัดลูกน้ำทุกสัปดาห์ ควบคู่กับจำนวนคนที่เห็นข้อความ เพราะสองตัวเลขนี้อาจสวนทางกัน
ข้อควรระวังในการอ่านข้อมูล
งานไข้เลือดออกเก็บข้อมูลปี 2556–2558 ก่อนที่ศูนย์ฯ จะก่อตั้ง ผู้ตอบแต่ละปีเป็นคนละกลุ่ม และคำถามวัดความรู้ก็ไม่เหมือนกันทุกปี การเทียบข้ามปีจึงบอกได้แค่ทิศทางคร่าวๆ งานผู้หญิงวัยทำงานและงานผู้เกษียณเก็บข้อมูลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงไม่ได้เป็นตัวแทนของทั้งประเทศ งานผู้เกษียณใช้แบบสอบถามออนไลน์ จึงเข้าถึงเฉพาะคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ส่วนงานละครประเมินผลจากการสนทนากลุ่มกับผู้ชม 40 คนในวันที่ดูละคร ไม่ได้ติดตามว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไปในระยะยาวหรือไม่
ไปให้ถึงคนก่อน แล้วถามต่อว่าเขาเปลี่ยนหรือยัง
การที่ข้อความไปถึงคนเป็นแค่ก้าวแรก ไม่ใช่เส้นชัย แคมเปญสุขภาพที่ได้ผลเริ่มจากการรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคิดอะไรอยู่ เล่าในแบบที่เขาอยากฟัง และวัดผลจากสิ่งที่เขาลงมือทำจริง
หากหน่วยงานของคุณกำลังวางแผนการสื่อสารสุขภาพกับกลุ่มที่เข้าถึงยาก ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมการสื่อสาร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยินดีพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคุณ
งานวิจัยที่บทความนี้อ้างถึง
- สื่อเรื่องไข้เลือดออกไปถึงคนมากขึ้นทุกปี แต่ความรู้และการกำจัดลูกน้ำทุกสัปดาห์ไม่ได้ตามไปด้วย →
- สื่อสุขภาพชุดเดียวใช้ไม่ได้กับทุกที่ทำงาน คนเอกชน ราชการ และโรงงาน อยากได้คนละแบบ →
- คนวัยเกษียณเห็นแคมเปญลดเค็มบนเฟซบุ๊กมากที่สุด ส่วนความเชื่อเรื่องสุขภาพต่างกันตามระดับการศึกษา →
- ละครที่ให้คนดูขึ้นเวทีแก้ตอนจบเอง ทำให้ชุมชนชานเมืองย่างกุ้งบอกได้ว่ายาปฏิชีวนะคือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่คนที่ขึ้นไปแก้ส่วนใหญ่ยังบอกไม่ได้ว่าทำไมซื้อกินเองถึงไม่ควร →
โครงการที่เกี่ยวข้อง
กรมควบคุมโรค →Care D Plus — การสื่อสารสาธารณะและสังคมในระบบสุขภาพ →เกี่ยวกับบทความนี้
บทความนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นของศูนย์ฯ
บทความได้รับการปรับปรุงภาษาและแปลภาษาโดยใช้ AI ช่วย และผู้เขียนได้ตรวจทานแล้ว
หากต้องการอ้างอิงบทความนี้
สมิทธิ์ บุญชุติมา. (2569, 28 ตุลาคม). ข้อความสุขภาพที่ไปถึงทุกคน อาจไม่ได้เปลี่ยนใครเลย. ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนวัตกรรมการสื่อสาร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://www.cominnocenter.com/insights/health-messages-hard-to-reach
